รักษา เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ผู้ชาย เป็นวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องน้องชายไม่แข็งตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่สร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจของผู้ชายไปไม่น้อย ปัญหานี้มีตั้งแต่การที่นกเขาไม่ขันในช่วงตื่นนอนตอนเช้า การแข็งตัวของน้องชายที่มักจะอ่อนปวกเปียกลงเมื่อมีการสอดใส่ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นน้องชายไม่ตอบสนองต่อการทำให้แข็งตัว โดยพบมากเป็น 37% ในช่วงวัย 70-75 ปี
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายบางคนจะต้องหมดหวัง! เพราะปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสาเหตุของแต่ละบุคคล
อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร?
คือ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ED : Erectile Dysfunction” มีคำจำกัดความทางแพทย์ว่า เป็นภาวะที่น้องชายไม่สามารถแข็งตัวได้อย่างเพียงพอ หรือไม่สามารถคงการแข็งตัวไว้ได้นานขณะมีเซ็กส์ หรือไม่สามารถมีเซ็กส์จนเสร็จสมได้
ผู้ชายจะเสื่อมสมรรถภาพเมื่ออายุเท่าไหร่?
- ผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี – พบได้ประมาณ 5 %
- ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี – พบได้ประมาณ 50 %

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแบ่งได้เป็น 3 ระดับ
อาการน้อย คือ สามารถมีเซ็กส์ได้จนเสร็จสมเกือบทุกครั้ง
อาการปานกลาง คือ สามารถมีเซ็กส์ได้จนเสร็จสมครึ่งหนึ่ง
อาการรุนแรง คือ แทบจะไม่สามารถมีเซ็กส์ได้จนเสร็จสมเลย
ถ้ามีการแข็งตัวได้ทุกครั้งที่มีเซ็กส์ ถือว่าปกติ ซึ่งสาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มักเกิดร่วมกันระหว่างโรคทางกายและและปัญหาทางด้านจิตใจ โดยสาเหตุหลักๆ ก็คือ การที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นมากที่จะต้องมีการซักประวัติ ตรวจร่างกายหรือตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- อายุ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดภาวะ ED ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
- โรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคหัวใจนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะ ED ระดับสูงมากที่สุด ถึงร้อยละ 13.2
- โรคความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดภาวะ ED ได้ร้อยละ 62 เมื่อเทียบกับคนปกติที่ไม่มีความดันโลหิตสูง พบใน 8 – 10% ของผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงและมีภาวะ ED ร่วมอยู่แล้วจากการวินิจฉัยของแพทย์
- โรคเบาหวาน ทำให้เกิดภาวะ ED ได้ร้อยละ 74.7 เมื่อเทียบกับคนปกติที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน และถ้าพบว่าผู้ป่วยมีโรคทั้ง 3 โรคร่วมกัน จะทำให้เกิดภาวะ ED ทุกรายแน่นอน
- เกิดจากพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด การออกกำลังกายและพฤติกรรมทางเพศ
- ภาวะทางด้านจิตใจ โดยเฉพาะภาวะที่เกิดจากโรคซึมเศร้า ซึ่งพบว่าคนที่มีภาวะซึมเศร้าจะเกิดภาวะ ED ร้อยละ 50 – 90
อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ “รักษาได้ ไม่หมดหวัง”
ที่ Jessica Clinic มี 3 วิธีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้
1.รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วย การฉีดฮอร์โมน Testosterone
ฮอร์โมน Testosterone ถ้าปกติจะมีระดับอยู่ที่ 300-1,000 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ร่างกายจะผลิต Testosterone หรือฮอร์โมนเพศชายได้ลดลง ซึ่งหากฮอร์โมนมีระดับต่ำกว่า 250 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร แนะนำให้รีบฉีดฮอร์โมนเพศชายทดแทน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การฉีดฮอร์โมนเพศชายทดแทน เป็นอีกหนึ่งการรักษาที่เหมาะกับปัญหาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รูปแบบของการฉีดฮอร์โมนเพศชาย จะเป็นการฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก โดยฮอร์โมนที่นิยมใช้ คือ Testosterone Enanthate ซึ่งจะสามารถออกฤทธิ์ในร่างกายได้ประมาณ 10-12 สัปดาห์เลยทีเดียว
รูปแบบของการฉีดฮอร์โมนเพศชายที่นิยมทำกัน นั่นคือ การฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก หรือ ตรงส่วน intramuscular injection
2.รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วย shockwave
เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศโดยการใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นต่ำแบบแรงกระแทกจากภายนอก ไปกระตุ้นบนน้องชาย ส่งผลให้มีการสร้างหลอดเลือดฝอยขึ้นมาใหม่ เมื่อหลอดเลือดในน้องชายมีจำนวนที่มากขึ้น เลือดจึงเข้าไปเลี้ยงน้องชายได้มากขึ้นด้วย การตื่นตัวและการขยายในเรื่องขนาดก็มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้มีความปลอดภัยสูงและไม่มีผลข้างเคียงของการรักษาด้วยยา
ขั้นตอนการรักษาด้วย shockwave
- ระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ ครั้งละ 30 นาที โดยต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง 2 – 3 สัปดาห์ / สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- การใช้เครื่อง shockwave ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชาหรือยาระงับประสาทก่อนที่จะทำการรักษา
- ขณะที่ทำการรักษาจะรู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกเบาๆ บริเวณน้องชาย แต่จะไม่รู้สึกเจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินชีวิตหรือมีเซ็กส์ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง
การรักษาด้วย shockwave เหมาะกับใครบ้าง?
- ผู้ชายที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการรับประทานยาเพราะเห็นผลช้า
- ผู้ชายที่ไม่ตอบสนองต่อยาหรือผู้ชายที่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา
- ผู้ชายที่ตอบสนองต่อการักษาด้วยยา แต่ยังต้องการเห็นผลที่ชัดเจนและอยากเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น
ผลการรักษา
ผู้ที่เข้ารับการรักษาหลังจากครั้งที่ 3 – 4 จะพบว่ามีความสามารถในการแข็งตัวของน้องชายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการรักษา และสมรรถภาพทางเพศเริ่มจะค่อยๆฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้ารับการรักษาครบตามกำหนด ทั้งนี้จำนวนครั้งของการรักษาอาจขึ้นกับภาวะความรุนแรงของโรคหรือปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความเครียด ซึมเศร้า โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้พิจารณาและประเมินผลแล้วแต่บุคคลไป
3.รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วยเครื่อง INDIBA
คือ การส่งกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังจุดที่ได้รับการักษาที่ความถี่วิทยุ 448kHz ร่วมกับนวัตกรรม Proionic System® ซึ่งจะค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิของเนื้อเยื่อได้อย่างตรงจุด ส่วนอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นภายในเนื้อเยื่อจะไปช่วยกระตุ้นให้บริเวณที่ได้รับการรักษาเกิดการฟื้นฟูและซ่อมแซมเองตามธรรมชาติ
INDIBA เป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงสุดจะไม่เกิน 42 องศาเซียลเซียส และตัวเลขนี้เป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากภายในร่างกายโดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ ขณะรักษาจะให้ความรู้สึกที่อุ่นสบายและผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
- กระตุ้นการเกิดใหม่ของ Stem Cell หรือเซลล์ต้นกำเนิด ช่วยให้เซลล์ทํางานได้ดียิ่งขึ้น
- มีส่วนช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณน้องชาย
- ช่วยสลายพังผืดที่เกิดจากการรัดตัวกัน เนื่องจากมีอาการนกเข้าไม่ขันมานาน
- ช่วยให้ผิวสัมผัสน้องชายดีขึ้น เพราะทําให้คอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวทำงานดีขึ้น
- ช่วยขยายหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดความดันโลหิต
- กระตุ้นการสร้าง Fibroblast หรือเซลล์สร้างเส้นใยและคอลลาเจนใหม่

รักษา เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ผู้ชาย กับ เจสสิก้า คลินิก
อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED สามารถรักษาและฟื้นฟูได้ตั้งแต่ผู้ที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยการพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างละเอียดและพิจารณาแนวทางการรักษาที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลได้จริง และไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น การรักษาด้วยการฉีด Testosterone Enanthate การรักษาด้วย Shockwave หรือ การรักษาด้วยเครื่อง INDIBA